ตีตั๋วชนโรง: I Kill Giants ล้มยักษ์อย่างลุ่มลึก!

ถ้าหากเป็นคนที่ไม่เคยรู้จักมักคุ้นกับI Kill Giantsมาก่อน เพียงดูจากโปสเตอร์หนัง ก็คงคิดว่านี่คือหนังผจญภัยของสาวน้อยที่ต้องเข้าต่อสู้กับยักษ์ แต่เมื่อได้ดูถึงได้รู้ว่า สาวน้อยก็สู้กับยักษ์จริงๆ นั่นแหละ! อ้าว! … เพียงแต่หนังมันมีอะไรมานำเสนอที่มากกว่า ลึกซึ้งกว่าที่หน้าหนังบอกเราว่านี่คือหนังแอ็กชั่นผจญภัยธรรมดา

I Kill Giantsหรือในชื่อไทยที่แสนตรงไปตรงมาว่าสาวน้อย ผู้ล้มยักษ์เล่าเรื่องราวของสาวน้อยนามบาร์บาร่า ธอร์สันที่ใครๆ ต่างก็มองว่าเธอประหลาด เพราะการกระทำของเธอที่ไม่มีใครเข้าใจ นั่นเพราะสิ่งที่เธอทำมันคือการวางแผนเพื่อต่อสู้และป้องกันเมืองที่เธออยู่จากการรุกรานของเหล่ายักษ์ แต่สิ่งที่เธอทำกลับไปสร้างความสนใจให้กับ โซเฟียเพื่อนใหม่ประจำห้องเรียน และ มอลลี่ ครูด้านจิตวิทยา ที่ทั้งสองกลายเป็นเพื่อนของเธอ และได้พยายามสืบว่ายักษ์ที่บาร์บาร่าพูดถึงหน้าตาเป็นอย่างไร พร้อมกับรับรู้ว่า สาวน้อยคนนี้มีความลับบางอย่างซ่อนอยู่!

ก่อนจะมาเป็นหนัง I Kill Giants คือ นิยายภาพของโจ เคลลีย์ และ เคน นิอิมูระร่วมกันสร้างสรรค์ขึ้น มีดีกรีเป็นหนังสือขายดีระดับที่ได้รับการยกย่องว่านี่คือ “1 ใน 10 นิยายภาพยอดเยี่ยมที่เยาวชนควรอ่าน” จากสมาคม Young Adult Library Services Association และยังเคยได้เข้าชิงรางวัล Eisner ซึ่งเทียบเท่ากับรางวัลออสการ์ของวงการการ์ตูนอเมริกา เมื่อปี 2010

ซึ่งสิ่งที่หนังนำเสนอก็คือ เรื่องราวชีวิตของบาร์บาร่า เกือบตลอดเรื่องคือการติดตามภารกิจในการวางแผนเพื่อต่อสู้กับเหล่ายักษ์ ด้วยวิธีการแปลกๆ มากมาย ความสนใจและความเพี้ยนของบาร์บาร่า เชื่อว่าทำให้คนดูหลายๆ คน รู้สึกถึงความน่ากลัวแทนที่ความน่ารัก ที่ควรจะมีให้กับเด็กวันนี้ ในขณะที่บาร์บาร่ากำลังวางกับดักยักษ์อยู่ โดยไม่รู้ตัว เราก็โดนหนังล่อลวงให้เราติดกับดักได้สำเร็จ สร้างความใคร่อยากรู้ อยากเห็นการต่อสู้ของบาร์บาร่าเร็วๆ ว่าเธอจะสู้ได้ยังไงกับขนาดที่แตกต่างกันมาก รวมไปถึงอาวุธสุดยอดที่ใช้ต่อกรกับยักษ์ว่าหน้าตาเป็นอย่างไรruby888-slotonline.org

การเข้ามาของตัวละครเพื่อนสนิทอย่างโซเฟียและครูมอลลี่ เหมือนเป็นตัวแทนของคนดูที่เริ่มสงสัยว่า ยักษ์ของบาร์บาร่ามีจริงหรือ ซึ่งหนังใช้เวลากับความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสามมากพอสมควร ใครที่หวังจะเห็นฉากแอ็กชั่นสู้กับยักษ์คงเริ่มหงุดหงิดใจ เพราะหนังไม่พาไปสู่จุดนั้นเสียที แต่กลับดึงเราดำดิ่งให้รู้จักตัวตนเบื้องหลังของบาร์บาร่ามากขึ้น เมื่อหนังเผยรายละเอียด เกือบจะท้ายๆ เรื่อง เราถึงได้เห็นสักทีว่า สิ่งที่บาร์บาร่าทำมาตลอด เพื่อรอคอยการมาของ “ยักษ์” นั้น เมื่อถึงเวลาเธอต่อสู้กับมันได้ดีแค่ไหน

หากใครเคยดูA Monster Callsเมื่อปี 2016 คงอดเปรียบเทียบและรู้สึกว่าทิศทางการนำเสนอของ I Kill Giants มาในแนวทางที่คล้ายคลึงกัน กับการนำเสนอประเด็นของเด็กที่ต้องต่อสู้ผ่านอุปสรรคสำคัญท่ามกลางความไม่เข้าใจของคนรอบข้าง แม้ระหว่างทางของ I Kill Giants จะรู้สึกอึดอัดติดขัดแปลกๆ แต่เมื่อหนังเฉลยปมสำคัญ มันก็ทำให้ความติดขัดจากข้อสงสัยนั้นมลายหายไป ซึ่งจุดนี้เป็นอะไรที่อ่อนโยน ซาบซึ้ง และลุ่มลึกมากๆ ในการนำเสนอ

จะว่าไปแล้วการทำหนังเด็กที่เป็นตัวเดินเรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แล้วยิ่งประเด็นในหนังนั้นมีความ “สมจริง” และ “รุนแรง” มากพอ ต่อให้สอดแทรกแฟนตาซีเข้าไป มันก็ไม่ทำให้ความหนักแน่นของประเด็นนั้นลดทอนลงเลย ตรงกันข้ามมันกลับน่าทึ่ง ที่ทำให้เรารู้ว่า “ยักษ์” นั้นแม้จะตัวใหญ่แค่ไหน น่ากลัวเพียงใด แต่หากเราเตรียมตัวเตรียมใจพร้อมที่จะเผชิญหน้า มันก็ไม่ใช่ “ยักษ์” ที่เราจะโค่นมันลงไม่ได้

เมดิสัน วูล์ฟ สาวน้อยวัย 15 ปี ในบทนำครั้งแรกนับว่าฉายมากๆ กับการแสดงที่เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางเรื่อง และทำให้เราหลงรักเธอในที่สุด ด้วยหน้าตาและฝีมือการแสดงทำให้นึกถึงนักแสดงอย่าง โคลอี เกรซ มอเรตซ์และถ้าจำกันได้ เราเคยผ่านตางานของเธอมาแล้วกับเด็กชุดแดงในเรื่อง The Conjuring 2 นับว่าน่าสนใจมากๆ กับนักแสดงเด็กคนนี้ ว่าอนาคตจะไปได้ไกลแค่ไหน

ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้และคิดจะไปดู I Kill Giants ก็คงเริ่มจับทางของหนังได้บ้างว่า นี่ไม่ใช่หนังในแบบที่โปสเตอร์หนังพยายามบอกเราแน่ๆ แต่หากใครหมดความสนใจ เพราะหนังดูจะไม่ใช่แอ็กชั่นแฟนตาซีอย่างที่หวัง ก็ต้องขอแสดงความเสียใจที่คุณอาจจะพลาดหนังดีๆ เรื่องหนึ่งไป บอกตรงๆ ว่าความเป็นแอ็กชั่นแฟนตาซียังคงมีอยู่ เพียงแต่รายละเอียดที่อยู่ข้างในมันมีมากกว่านั้น ที่แม้แต่ผู้ใหญ่ดูเองก็อาจมีเสียน้ำตาได้

สุดท้ายฝากถึงคนดูเด็กหรือเยาวชนที่จะไปดู หากในฉบับนิยายภาพ ถูกยกให้เป็น “1 ใน 10 นิยายภาพยอดเยี่ยมที่เยาวชนควรอ่าน” ฉบับหนังก็คงต้องบอกว่านี่คือ “หนังดีที่เยาวชนควรดู”